แพร่
วัดหลวง ตั้งอยู่ที่ถนนคำลือ ซอย 1 ตำบลในเวียง เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่ หรือกล่าวอีกอย่างว่าเป็นวัดแรกของจังหวัดแพร่ วัดนี้ได้รับการบูรณะซ่อมแซมหลายยุคหลายสมัย สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่ วิหารหลวงพลนคร วิหารเก่าแก่สร้างพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่ ภายในประดิษฐานพระเจ้าแสนหลวง พระธาตุหลวงไชยช้างค้ำ พระเจดีย์ศิลปะเชียงแสนประดิษฐานพระธาตุที่นำมาจากเมืองหงสาวดี พิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ เป็นสถานที่รวบรวมพระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์ที่มีอายุเกือบ 500 ปี และโบราณวัตถุต่าง ๆ ของเมืองแพร่ นอกจากนี้ยังมี คุ้มพระลอ ซึ่งเป็นการจัดแสดงตัวอย่างบ้านแบบล้านนาโบราณ หอวัฒนธรรม จังหวัดแพร่ สร้างด้วยไม้สักทอง อายุ 200 ปี เป็นที่เก็บรวบรวมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านมากมาย
วัดพระนอน อยู่ใกล้วัดหลวงบนถนนพระนอนเหนือ มีพระอุโบสถแบบเชียงแสนคือไม่มีหน้าต่างแต่ทำเป็นช่องรับแสงแทน ส่วนหน้าบันแกะสลักอย่างงดงามเป็นลายก้านขด มีภาพรามเกียรติ์ประกอบ ส่วนวิหารตกแต่งชายคาด้วยไม้ฉลุโดยรอบ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางสีหไสยาสน์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นยาว 9 เมตร ลงรักปิดทองตลอดองค์
วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ตั้งอยู่ริมถนนเจริญเมือง ใกล้ศาลากลางจังหวัดแพร่ สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2498 โดยรวมวัดโบราณ 2 แห่งเข้าด้วยกัน คือ วัดพระบาท และวัดมิ่งเมือง ปัจจุบันวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี พระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัด พระเจดีย์มิ่งเมือง ซึ่งเป็นเจดีย์เก่าแก่ และ รอยพระพุทธบาทจำลอง
หลักเมืองจังหวัดแพร่ ตั้งอยู่บนถนนคุ้มเดิมย่านกลางเมือง เป็นหลักใหม่สร้างตามนโยบายมหาดไทย ปี 2535 ตั้งอยู่คู่กับหลักศิลาจารึกเก่าที่กล่าวถึงการสร้างวัดศรีบุญเริง สมัยรามคำแหงมหาราช ซึ่งในปัจจุบันวัดนี้ไม่มีแล้วกลายเป็นที่ตั้งเรือนจำจังหวัด อักษรบนจารึกเป็นภาษาไทยอาหม
บ้านประทับใจ (บ้านเสาร้อยต้น) ตั้งอยู่เลขที่ 59 หมู่ 13 ตำบลป่าแมต ไปตามทางหลวงหมายเลข 1023 (แพร่-ลอง) สร้างสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2519 ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 5 ปี เป็นบ้านไม้สักทั้งหลัง ใช้ไม้สักท่อนขนาดใหญ่ ตั้งเป็นเสาบ้านรวม 130 ต้น แต่ละเสามีอายุประมาณ 300 ปี แกะสลักอย่างประณีตวิจิตรบรรจง ตัวบ้านเป็นแบบทรงไทยประยุกต์ เนื้อที่ของตัวบ้าน 1 ไร่เศษ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. อัตราค่าเข้าชม คนไทย 15 บาท ชาวต่างประเทศ 20 บาท นอกจากนี้ผู้เข้าชมสามารถติดต่อล่วงหน้าได้ที่ โทร. 0 5451 1008, 0 5451 1282
บ้านวงศ์บุรี ตั้งอยู่ที่ 50 ถนนคำลือ (ถนนหลังจวนผู้ว่า สี่แยกพระนอนเหนือ) ใกล้กับวัดพงศ์ สุนัน สร้างในปี 2450 โดยเจ้าพรหม(พลวงพงษ์พิบูลย์) และ เจ้าสุนันตา วงศ์บุรี ธิดาเจ้าบุรี (พระยาบุรีรัตน์) ช่างที่สร้างบ้านหลังนี้มาจากเมืองกวางตุ้งประเทศจีน และใช้ช่างไม้พื้นถิ่น เป็นบ้านไม้สักสองชั้นแบบยุโรปประยุกต์ ฐานเป็นอิฐและซีเมนต์สูงจากพื้น 1 เมตร หลังคาสองชั้นมีช่องระบายลมระหว่างชั้นทั้งสอง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของอากาศเนื่องจากบ้านหันหน้าเข้าทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อให้มีลมพัดเย็นในช่วงฤดูร้อน และมีเพดานสูง หลังคาสูง ทรงปั้นหยา 2 ชั้น จุดเด่นของอาคารนี้คือลวดลายไม้แกะสลักที่หน้าจั่ว ชายคา ระเบียง ช่องลม ชายน้ำ หน้าต่าง และประตู ที่ประตูด้านหน้าเป็นปูนปั้นรูปแพะซึ่งเป็นตัวแทนของหลวงพงษ์พิบูลย์และแม่เจ้าสุนันทาซึ่งเกิดในปีแพะ ต่อมาได้มีการซ่อมแซม แต่ลวดลายแกะสลักยังคงเป็นของเดิม หลังคาไม้สักของเดิมยังคงอยู่แต่ถูกนำออกไปเมื่อปี พ.ศ. 2518 เพราะความเก่าแก่ และถูกแทนที่ด้วยเหล็ก (corrugated iron) ภายในบ้านตกแต่งด้วยสิ่งของเครื่องใช้เก่าแก่ของตระกูลที่ถ่ายทอดกันมาหลายชั่วอายุ ได้แก่ เครื่องเรือน เครื่องเงิน เครื่องปั้นดินเผา เอกสารที่สำคัญ เช่น เอกสารการซื้อขายทาส บ้านวงศ์บุรีได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น ปี 2536 ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง และตีพิมพ์ในหนังสือต่าง ๆ นอกจากนี้บ้านวงศ์บุรีได้จัดกิจกรรมเสริม คือการจัดขันโตกสำหรับชาวไทยและต่างประเทศที่มาเป็นคณะ โดยต้องติดต่อล่วงหน้า เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น. อัตราค่าเข้าชม คนไทย ราคา 15 บาท ชาวต่างประเทศ ราคา 20 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5462 0153
วัดสระบ่อแก้ว ตั้งอยู่ที่ถนนน้ำริมคูเมือง สร้างขึ้นสมัยเดียวกับวัดจอมสวรรค์ เดิมชื่อ วัดจองกลาง เป็นศิลปะแบบพม่าที่สวยงามแปลกตา ทั้งศาลาการเปรียญ โบสถ์ และเจดีย์ มีพระพุทธรูปหินอ่อนทรงเครื่องแบบพม่า สร้างอย่างสวยงามวิจิตรพิสดารมาก วัดแห่งนี้ยังเป็นที่จำพรรษาของพระสงฆ์พม่าที่เดินทางเข้ามาศึกษาพระธรรมวินัยในประเทศไทย
วัดจอมสวรรค์ ตั้งอยู่บนถนนยันตรกิจโกศล ตำบลทุ่งกวาว ห่างจากศาลากลางจังหวัด 1 กิโลเมตร เป็นวัดไทยใหญ่ สร้างแบบสถาปัตยกรรมพม่า หลังคาซ้อนลดหลั่นเป็นชั้นประดับประดาลวดลายฉลุ อารามเป็นไม้สัก ใช้เป็นทั้งโบสถ์ วิหาร และกุฏิ ภายในอารามแสดงให้เห็นฝีมือการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เพดาน และเสาฉลุไม้ประดับกระจกสีงดงาม โบราณวัตถุภายในวัด ได้แก่ หลวงพ่อสาน เป็นพระพุทธรูปที่สร้างโดยใช้ไม้ไผ่สานเป็นองค์ลงรักปิดทอง พระพุทธรูปงาช้าง ซึ่งเป็นศิลปะแบบพม่า คัมภีร์งาช้าง หรือคัมภีร์ปาติโมกข์ โดยนำงาช้างมาบดแล้วอัดเป็นแผ่นบาง ๆ เขียนลงรักแดง จารึกเป็นอักษรพม่า และยังมี บุษบก ลวดลายวิจิตรงดงามประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อน วัดจอมสวรรค์นี้สร้างสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2437 โดยชาวเงี้ยว ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ในพม่า และเดินทางมาค้าขายที่เมืองแพร่ เมื่อเกิดเหตุการณ์เงี้ยวปล้นเมืองแพร่ วัดจึงถูกปล่อยให้ทรุดโทรม ต่อมาได้รับการบูรณะจากชาวไทยใหญ่
วนอุทยานแพะเมืองผี ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำชำ ใช้เส้นทางหลวงสายแพร่-น่าน ทางหลวงหมายเลข 101 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1134 ตรง กม. 9 เข้าไปอีก 6 กิโลเมตร แพะเมืองผีอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ เกิดจากสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็นดิน และหินทรายถูกกัดเซาะตามธรรมชาติเป็นรูปร่างลักษณะต่าง ๆ เช่น ดอกเห็ด หน้าผา ดูแล้วแปลกตา ชื่อ แพะเมืองผี น่าจะมาจากภาษาพื้นเมือง แพะ แปลว่า ป่าละเมาะ ส่วนคำว่า เมืองผี แปลว่า เงียบเหงา วังเวงอาจเกิดจากสภาพภูมิประเทศที่ดูเร้นลับน่ากลัว สถานที่แห่งนี้ประกาศเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2524
วัดพระธาตุช่อแฮ อยู่ที่ตำบลช่อแฮ ห่างจากตัวเมืองแพร่ไปตามถนนช่อแฮ ประมาณ 9 กิโลเมตร (เส้นทางหลวงหมายเลข 1022) เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1879-1881 ในสมัยพระมหาธรรมราชาธิราช (ลิไท) โดยขุนลัวะอ้ายก๊อม พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะเชียงแสน สูง 33 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตร สร้างด้วยอิฐโบกปูนหุ้มด้วยแผ่น
ทองเหลืองลงรักปิดทอง สำหรับชื่อพระธาตุช่อแฮนั้น บ้างว่าได้มาจากชื่อผ้าแพรชั้นดีซึ่งทอจากสิบสองปันนา และชาวบ้านนำมาผูกบูชาพระธาตุ บ้างก็ว่ามาจากผ้าแพรที่ขุนลัวะอ้ายก๊อมนำมาถวาย ทุกปีจะมีงานนมัสการพระธาตุในวันขึ้น 9 ค่ำ- ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 (ประมาณเดือนมีนาคม) ของทุกปี
วัดพระธาตุจอมแจ้ง อยู่ในท้องที่ตำบลช่อแฮ เลยพระธาตุช่อแฮไป 1 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดราว 10 กิโลเมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 1331 ไม่ปรากฏชื่อผู้สร้าง องค์พระธาตุจอมแจ้งสีทอง สูง 29 เมตร ฐานกว้าง 10 เมตร ตามตำนานเล่าว่าพระพุทธองค์เสด็จถึงสถานที่นี้จวนสว่างพอดี จึงเรียกว่าพระธาตุจวนแจ้ง ต่อมาเพี้ยนเป็นจอมแจ้ง เชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า บริเวณพระธาตุผู้หญิงห้ามเข้า ที่นี่มีศาลาเรียกว่าพิพิธภัณฑ์ตำบลป่าแดง หรือพิพิธภัณฑ์ของจังหวัด รวบรวมสิ่งของโบราณที่หาดูได้ยาก
คุ้มเจ้าหลวง อยู่ที่ถนนคุ้มเดิม ปัจจุบันคือจวนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2435 โดยเจ้าหลวงพิริยะชัยเทพวงศ์ คุ้มแห่งนี้เป็นอาคารโอ่โถง มีประตู หน้าต่างทั้งหมด 72 บาน งดงามด้วยลวดลายฉลุไม้อยู่ด้านบนปั้นลม และชายคาน้ำ รอบตัวอาคารประดับด้วยลวดลายไม้แกะฉลุ ตัวอาคารสร้างด้วยอิฐถือปูนทั้ง 2 ชั้น ไม่มีการฝังเสาเข็มแต่ใช้ไม้ซุงท่อนเป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ประดู่รองรับฐานเสาทั้งหลัง ห้องกลางเป็นห้องทึบแสงสว่างส่องเข้าไปไม่ได้ ใช้เป็นที่คุมขังทาส บริวารที่ทำผิดร้ายแรง ส่วนห้องทางปีกซ้าย และขวามีช่องพอให้แสงส่องเข้าไปได้บ้าง ใช้เป็นที่คุมขังผู้มีความผิดขั้นลหุโทษ คุ้มเจ้าหลวงเคยใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวที่เสด็จมาเยี่ยมเยียนราษฎรจังหวัดแพร่ ในระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม 2501 และได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีให้เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารสถาบัน และสาธารณะ ประจำปี 2540 เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม โดยต้องทำหนังสือขออนุญาตเข้าชมล่วงหน้า ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ หรือติดต่อทางโทรศัพท์แจ้งล่วงหน้าได้ที่ สำนักงานจังหวัดแพร่ โทร. 0 5451 1411
อนุสาวรีย์พระยาไชยบูรณ์ อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดแพร่ ประมาณ 4 กิโลเมตร ริมทางหลวงแผ่นดินสาย 101 พระยาไชยบูรณ์เป็นข้าหลวงเมืองแพร่ รับราชการระหว่าง พ.ศ. 2440-2445 ในปี พ.ศ. 2445 พวกเงี้ยวในเมืองแพร่ก่อการกบฏ ท่านถูกพวกเงี้ยวฆ่าตาย เนื่องจากไม่ยอมลงนามยกเมืองแพร่ให้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งกองทหารมาปราบพวกเงี้ยว และเลื่อนบรรดาศักดิ์ให้พระยาไชยบูรณ์เป็นพระยาราชฤทธานนท์พหลพลภักดี
อ่างเก็บน้ำแม่มาน อยู่ห่างจากตัวเมือง 20 กิโลเมตร ตามถนน แพร่-สูงเม่น-เด่นชัย เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีทิวทัศน์สวยงามโดยเฉพาะในตอนเช้า เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าเหนือเขื่อน
ศูนย์วิจัยพืชสวนแพร่ ตั้งอยู่ที่ ต.วังหงษ์ บริเวณป่าสงวนแห่งชาติห้วยเบี้ย อยู่ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ไปทางทิศเหนือ ตามคันคลองส่งน้ำชลประทานฝั่งขวาประมาณ 20 กิโลเมตร เริ่มก่อตั้งเป็นโครงการสถานีทดลองพืชสวนแพร่ ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2532 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแปลงทดสอบและคัดเลือกไม้ผลพันธุ์ดี รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการทำสวนผลไม้ พืชผัก ไม้ดอก ไม้ประดับ แก่เกษตรกรในเขตภาคเหนือ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยศึกษาการขยายพันธุ์ส้มปลอดโรค ศึกษาการปลูกส้มเขียวหวานบนต้นตอต่างชนิดในดินชุดต่างๆ คัดเลือกสายต้นลางสาดจากสวนเกษตรกรในเขตภาคเหนือ และงานวิจัยอื่นๆอีกหลายชิ้น กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้แก่ นั่งล้อวัวเทียมเกวียนชมรอบบริเวณศูนย์วิจัยพืชสวนแพร่ และร่วมกิจกรรมเก็บผลผลิตทางการเกษตรตามฤดูกาล (ผลไม้/ไม้ดอก) นักท่องเที่ยวที่สนใจควรติดต่อล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์ สอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนแพร่ 205 ม.4 ต.วังหงษ์ โทร. 0 5452 1387 ศูนย์วิจัยพืชสวนแพร่ เปิดให้เข้าชมเฉพาะวันและเวลาราชการ
บ้านนาตอง ตั้งอยู่ที่ หมู่ 9 ต.ช่อแฮ ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 20 กิโลเมตร แต่สภาพทางค่อนข้างลำบากในหน้าฝนต้องใช้รถกระบะแรงดีๆเท่านั้น บ้านนาตองมีประชากร ประมาณ 100 หลังคาเรือน มีการจัดการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ (Home Stay) ชาวบ้านที่นี่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปกติทำนาช่วงเดือน มิถุนายน-กรกฎาคม ในช่วงนอกฤดูทำนาที่นี่จะปลูกถั่วลิสงโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และยังเก็บใบเมี่ยงซึ่งสามารถเก็บยอดได้ทุก 2 เดือน นอกจากวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแตกต่างจากคนเมืองแล้ว ที่บ้านนาตองยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ เต่าปูลู ซึ่งเป็นเต่าหางยาว มีถิ่นกำเนิดบริเวณรอยต่อ 3 ประเทศ คือ ภาคเหนือของประเทศไทย ภาคตะวันออกของประเทศพม่า และทางตอนใต้ของจีน ปัจจุบันเต่าปูลูอยู่ในสภาพใกล้สูญพันธุ์ จะอาศัยอยู่ในเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำสะอาดเท่านั้นและมีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ โดยกินปู กุ้ง และหอยเป็นอาหารหลัก พื้นที่บ้านนาตองนั้นเป็นแหล่งต้นน้ำของลำน้ำน่าน และใกล้ๆหมู่บ้านจะมีถ้ำนาตอง และน้ำตกผาบ่องที่สามารถเข้าไปเที่ยวได้ ผู้ที่ต้องการมาศึกษาชีวิตที่เรียบง่ายที่นี่ ติดต่อได้ที่ชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านนาตอง 0 5452 9060-1 โดยเสียค่าใช้จ่าย 390 บาท ต่อหัว ไม่รวมค่าเดินทาง ใช้เวลาพัก 1 วัน 1 คืน
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน (บ้านฝ้าย) ห่างจากตัวเมืองไปตามถนนแพร่-สูงเม่น ประมาณ 3 กิโลเมตร อยู่ในบริเวณเดียวกับสวนอาหารบ้านฝ้าย ถนนยันตรกิจโกศล เป็นสถานที่จำลองชีวิตความเป็นอยู่ในรูปแบบอาคารบ้านเรือน และของใช้ในครัวเรือนของชาวเมือง เมื่อราว 100 กว่าปีมาแล้ว เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันแรงงาน ตั้งแต่เวลา 09.00-22.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5452 3114
วัดพระหลวงธาตุเนิ้ง อยู่ที่ตำบลดอนมูล เลี้ยวซ้ายที่บ้านหัวดงเข้าไป 700 เมตร มีเจดีย์เก่าศิลปะสุโขทัย ชาวบ้านเรียกว่า "ธาตุเนิ้ง" มีความหมายว่า เอียง เป็นโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง
วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี ตั้งอยู่ที่ ม.9 ต.เด่นชัย ห่างจากอำเภอเด่นชัย 3 กิโลเมตร สิ่งที่น่าชมภายในวัด คือ พิพิธภัณฑ์สุวรรณหอคำ สร้างด้วยไม้สักทอง เป็นไม้จากบ้านเรือนเก่าทั้งหมด 14 หลัง เป็นรูปทรงล้านนา ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุมีค่าของหัวเมืองฝ่ายเหนือไว้มากมาย เช่นพระพุทธรูปต่าง ๆ เครื่องเขิน เครื่องดนตรีล้านนา อาวุธโบราณ รูปภาพเจ้านายฝ่ายเหนือ และภาพเหตุการณ์ในอดีตต่าง ๆ
อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง มีพื้นที่ทั้งสิ้น 112,500 ไร่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขา และหน้าผาสูงเป็นแหล่งกำเนิดของลำธารต่างๆซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำยม สภาพโดยทั่วไปเป็นป่าเบญจพรรณมีพันธุ์ไม้ที่สวยงาม เช่น จันทน์ผา กล้วยผา กล้วยไม้ดิน และสมุนไพร สัตว์ป่าที่พบ เช่น เลียงผา หมี เก้ง ไก่ป่า หมูป่า ชะมด และนกชนิดต่าง ๆ เช่น นกพญาไฟที่จะอพยพมาที่นี่ในช่วงฤดูหนาว ที่ทำการอุทยานฯ อยู่ห่างจากตัวเมืองแพร่ประมาณ 20 กิโลเมตร ทางหลวงหมายเลข 1023 ระหว่างกิโลเมตรที่ 19-20 ผู้ที่เดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง สามารถโดยสารรถสองแถวสีน้ำเงินที่ตลาดชมภูมิ่งในอำเภอเมือง สายอำเภอลอง มาลงที่ทำการอุทยานฯ ค่าโดยสาร 15 บาท
วัดพระธาตุศรีดอนคำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดห้วยอ้อ" อยู่เลยที่ว่าการอำเภอลองไปเล็กน้อย ห่างจากตัวเมืองแพร่ 45 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 1023 เป็นพระธาตุเก่าแก่ขนาดใหญ่ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 1078 คราวพระนางจามเทวีเสด็จจากเมืองละโว้ไปเมืองหริภุญชัย พระธาตุแห่งนี้ได้รับการบูรณะหลายครั้ง ปัจจุบันมีฐานเป็นปูน ส่วนบนประดับด้วยแผ่นโลหะสีทอง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวบรวมตำนานพระพุทธรูป และมีพระพุทธรูปศิลปะพม่า ที่ทำจากไม้เรียกว่า "พระเจ้าพร้าโต้" ตลอดจนคัมภีร์ต่าง ๆ ซึ่งเก็บไว้ในหอไตรของวัด
หมู่บ้านทอผ้าตีนจก อยู่ระหว่างเส้นทางอำเภอลอง ทางหลวงหมายเลข 1023 ผ้าตีนจกของอำเภอลองเป็นงานฝีมือที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง มีความประณีตสวยงาม ทอด้วยผ้าไหม และผ้าฝ้าย โดยเน้นสีดำแดงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มีแหล่งผลิตอยู่ที่บ้านนาตุ้ม บ้านหัวทุ่ง บ้านนามน บ้านแม่แขม
สวนป่าผาลายคำ อยู่ใกล้กับหน่วยจัดการป่าไม้แม่ต้าในเส้นทางหลวง 1023 เลี้ยวขวาเข้าที่บ้านเกี๋ยงผา อีกประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นสวนป่าที่มีทัศนียภาพสวยงามด้วยป่าไม้ ถ้ำ ขุนเขา และสวนสมุนไพรมากมาย โดยเฉพาะจัดให้มีกิจกรรมนั่งช้างเพื่อชมธรรมชาติโดยรอบอีกด้วย
อุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอลอง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ และอำเภอเถิน อำเภอสบปราบ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 256,250 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2524 ลักษณะภูมิประเทศเป็น ภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน ปกคลุมด้วยป่าดงดิบเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ตามยอดเขาสูงมีป่าสน และทุ่งหญ้า เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำ และลำห้วยหลายสาย เช่น แม่เกิ้ง แม่จอก แม่สิน มีสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น หมูป่า ไก่ป่า หมี อีเห็น เสือโคร่ง เลียงผา และนกชนิดต่าง ๆ จุดเด่นของที่นี่คือ มีดงตะเคียนทองอายุ 100 กว่าปีที่มีขนาด 3-4 คนโอบ อยู่ห่างจากที่ทำการ 15 กิโลเมตร โดยใช้ทางเดินเท้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย ตู้ ปณ. 1 อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ 54160 หรือที่ศูนย์ข่าวอุทยานฯ จังหวัดแพร่ โทร. 0 1224 0779
ถ้ำผานางคอย อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 34 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายแพร่-ร้องกวาง (ทางหลวงหมายเลข 101) ถึงกิโลเมตรที่ 58-59 เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 800 เมตร ถึงหน้าถ้ำผานางคอย ตัวถ้ำอยู่บนหน้าผาสูง 50 เมตร เป็นอุโมงค์ลึกยาว 150 เมตร กว้าง 10 เมตร ลักษณะของถ้ำโค้งงอเป็นข้อศอกไปทางซ้าย และทางขวาเป็น 3 ตอนด้วยกัน ภายในถ้ำมีหินงอก หินย้อยลักษณะต่าง ๆ ทั้งที่เป็นเกล็ดหินประกายระยิบระยับ หรือเป็นชะง่อนหินยาวถึงพื้นถ้ำ สุดทางของถ้ำมีก้อนหินรูปร่างคล้ายหญิงสาวนั่งอุ้มลูกน้อยรอคอยคนรัก ชาวบ้านเรียกหินก้อนนี้ว่า "หินนางคอย" ตามตำนานพื้นบ้านของถ้ำแห่งนี้ เบื้องหน้าของหินนางคอยมีหินย้อย ลักษณะคล้ายรูปหัวใจดูแปลกตาสวยงาม นอกจากนี้ภายในถ้ำยังมีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง เป็นที่เคารพสักการะของชาวแพร่
น้ำตกห้วยโรง หรือ น้ำตกห้วยลง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางเหนือ 60 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 101 ถนนสายแพร่-น่าน แล้วมีป้ายทางซ้ายมือเลี้ยวแยกเข้าสู่บ้านห้วยโรงซึ่งมีเส้นทางคมนาคมเข้าถึงอย่างสะดวก เป็นน้ำตก 2 ชั้น สภาพโดยรอบเป็นป่าโปร่งร่มรื่น
พระธาตุพระลอ อยู่ที่ตำบลบ้านกลาง ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1154 กม.ที่ 54 ห่างจากอำเภอสองประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นพระธาตุเก่าแก่อายุกว่า 400 ปี สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์เพื่อระลึกถึงความรักอมตะของพระลอแห่งนครแมนสรวง และพระเพื่อน-พระแพงแห่งเมืองสรอง เป็นต้นกำเนิดของวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอซึ่งจัดว่าเก่าแก่ที่สุด สันนิษฐานว่าน่าจะแต่งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น บทประพันธ์ลิลิตพระลอได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดลิลิตบทหนึ่งเพราะบรรยายได้อย่างไพเราะ คือ
เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใดพี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่นฤาพี่
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ
การเดินทาง ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 101 ประมาณ 24 กิโลเมตร แยกซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 103 อีกราว 18 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาสู่อำเภอสองใช้เส้นทางหมายเลข 1154 จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปอีก 3 กิโลเมตรถึงพระธาตุพระลอ
อุทยานลิลิตพระลอ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านกลาง ในเส้นทางไปพระธาตุพระลอ สันนิษฐานว่าบริเวณนี้เคยเป็นเมืองสรองมาก่อนเพราะยังปรากฏเนินดินเป็นแนวกำแพงให้เห็น มีแม่น้ำกาหลงไหลผ่าน ปัจจุบันแม่น้ำนี้ได้ตื้นเขินไปแล้วจนเกือบไม่เหลือสภาพเดิม
พิพิธภัณฑ์เงินตราสยามเวียงสรอง อยู่บนเส้นทางหลวงหมายเลข 103 ตรงหลักกิโลเมตรที่ 14 ห่างจากตัวเมืองแพร่ประมาณ 39 กิโลเมตร มีพื้นที่กว่า 10 ไร่ เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ของครอบครัว อุปวรรณ ที่เก็บรวบรวมเงินตรา และเหรียญกษาปณ์ต่าง ๆ ที่หายากของไทยตลอดจนเงินสกุลอื่น ๆ ตั้งแต่สมัยทวารวดี ศรีวิชัย สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบันไว้มากมาย นอกจากนี้ยังมีสิ่งของเครื่องใช้วัตถุโบราณ เช่น ถ้วยชามสังคโลก และเอกสารต่าง ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 จัดแสดงเพื่อให้นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไปได้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-17.30 น. อัตราค่าเข้าชม คนละ 20 บาท หากเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5463 4237, 0 5463 4395
อุทยานแห่งชาติแม่ยม มีพื้นที่ทั้งสิ้น 284,218 ไร่ ครอบคลุมท้องที่อำเภอสอง จังหวัดแพร่ และอำเภองาว จังหวัดลำปาง ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2529 ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสองฝั่งแม่น้ำยม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ อุทยานแห่งชาติแม่ยมนี้มีแม่น้ำยมไหลผ่านเป็นความยาว 43 กิโลเมตร และมีน้ำตลอดปี
แก่งเสือเต้น อยู่หน้าที่ทำการอุทยานฯ เป็นเกาะแก่งธรรมชาติในแม่น้ำยม มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ชื่อของแก่งเสือเต้นนี้มีความเป็นมาจากลักษณะธรรมชาติของหินก้อนหนึ่งในแก่งนี้ ซึ่งมีลักษณะรอยเท้าเสือปรากฏอยู่ บริเวณแก่งเสือเต้นมีหาดทรายอยู่ทั่วไป เหมาะแก่การกางเต็นท์เพื่อสัมผัสธรรมชาติที่งดงาม โดยนักท่องเที่ยวจะต้องนำเต็นท์มาเอง เสียค่าพื้นที่คนละ 50 บาท/คืน และที่แก่งเสือเต้นนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ การล่องแก่ง ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องนำอุปกรณ์การล่องแก่งมาเอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข่าวอุทยานจังหวัดแพร่ โทร. 0 5452 2097
ดงสักงาม ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 6 กิโลเมตร ต้องใช้การเดินเท้าเท่านั้น ลักษณะเป็นกลุ่มของดงไม้สักทองที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นตลอดแนวยาวประมาณ 12 กิโลเมตร ตามริมฝั่งแม่น้ำยม ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ปุง-แม่เป้า ผืนป่าสักแห่งนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นผืนป่าสักที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ไม้สักที่ขึ้นอยู่นี้มีขนาดสูงใหญ่ ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน จะมีดอกสักสีเหลืองอร่ามบานอยู่ทั่วบริเวณ
จุดชมวิวเหมืองแร่แบไรต์เก่า อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 9 กิโลเมตร เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ ชมความงามของป่าดงสักงามทางทิศตะวันตก และสามารถชมได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตก ในฤดูหนาวจะมองเห็นทะเลหมอกจากบริเวณนี้ได้ด้วย ที่บริเวณจุดชมวิวนี้เคยเป็นเหมืองแร่แบไรต์เก่า อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500 เมตร
หล่มด้ง อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ปุง-แม่เป้า ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นแอ่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 120 เมตร อยู่บนยอดเขาสูง มีน้ำตลอดปี เป็นแหล่งน้ำสำหรับสัตว์ป่าในบริเวณนั้น มีลักษณะที่แปลก คือ ไม่มีต้นกำเนิดของแหล่งน้ำ และน้ำในบึงก็ไม่เคยเพิ่ม หรือลดลง สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากการสะสมของน้ำฝน หรือน้ำซับ และบริเวณใกล้เคียงกันมีดงต้นตะแบก มีลานสำหรับกางเต็นท์ มีจุดชมทิวทัศน์ป่าสักที่งดงาม และชมพระอาทิตย์ขึ้น-ตก ช่วงฤดูที่เหมาะสมจะมาท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติแม่ยม เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เดือนพฤษภาคม ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงฤดูฝน เป็นช่วงน้ำหลากในแม่น้ำยม และทางคมนาคมไม่สะดวก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติ แม่ยม ตู้ ปณ. 4 อำเภอสอง จังหวัดแพร่ 54000 โทร. 0 5452 2097 การเดินทาง สามารถใช้เส้นทางได้ 2 เส้นทาง ได้แก่ ทางรถยนต์ ใช้เส้นทางเดียวกับพระธาตุพระลอ เมื่อถึงอำเภอสอง เดินทางไปตามเส้นทางสายสอง-งาว (สายเก่า) ประมาณ 20 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานฯ รวมระยะทางจากแพร่ถึงอุทยานฯ ประมาณ 70 กิโลเมตร ทางรถโดยสาประจำทาง นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นรถประจำทางได้ที่ตลาดในอำเภอเมืองแพร่ หรือจะเหมารถได้ที่ตัวตลาดอำเภอสองไปยังอุทยานฯ แม่ยม